Page from the old siteหน้าจากไซต์เก่า旧站上的一页
จากสถานีรถไฟลาดกระบัง ถึงมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (และชีวิตหลังจากนั้น)
This page was written in Thai.หน้านี้เขียนเป็นภาษาไทย这一页是用泰语写的。
บทความนี้ ฉบับดั้งเดิมผมเขียนขึ้นเพื่อการตีพิมพ์ในหนังสืองานศพของคุณพ่อของผม นายก้องเกียรติ อัครประเสริฐกุล ซึ่งเสียชีวิตไปกว่าแปดปีแล้ว ตอนนั้นผมเพิ่งอายุ 28 ปีและกำลังเพิ่งจะเริ่มเรียนปริญญาเอก ซึ่งถึงไม่ต้องบอกผู้อ่านก็คงจะทราบได้ว่าความเข้าใจในชีวิตของผมในขณะนั้นฉาบฉวยมาก จริงๆไม่รู้เอาความั่นใจที่ไหนมาเขียนเป็นบทความหลายหน้ากระดาษลงในหนังสือที่มีความสำคัญมากอย่าง หนังสืองานศพของคุณพ่อ
ปัจจุบันผมอายุ 37 ปี และศึกษาจนจบปริญญาเอก มาเป็นเวลาสองปีแล้ว เคยทำงานในสี่ทวีป เอเชียยุโรป อเมริกา และออสเตเรีย พบเจอกับความทุกข์ ความสุข และความหลากหลายทางสังคม วัฒนธรรม และความคิดต่างๆนานา ซึ่งก็เป็นผลให้ความคิดความอ่านก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ผมจึงอยากจะหวนกลับมาอ่าน แย้ง ย่อย และแก้บทความฉบับก่อนนั้นให้สะท้อนถึงความจริง และ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็ตัวผมทั้งในอดีต ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ถึงปัจจุบัน ครับ
สำหรับผู้ที่ชอบฟังมากกว่า สามารถฟังบทสัมภาษณ์แทนได้ ที่นี่ กับ ที่นี่ ครับ
บทความเป็นภาษาอังกฤษ (English version of this article) สามารถอ่านได้ ที่นี่ ส่วน ภาษาจีน (中文版也有)ที่นี่ ครับ
นน อัครประเสริฐกุล
กรุงเทพมหานคร ธันวาคม 2561
1. อารัมภบท: โอกาสกับโชคชะตา และการตั้งคำถามกับการศึกษา
ผมเขียนบทความเรื่อง “จากสถานีรถไฟลาดกระบัง ถึงมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด” นี้ด้วยความรู้สึกสำนึกผิด คุณพ่อของผมอยากให้ผมทำประโยชน์ให้กับคนอื่นมาด้วยการเขียนบทความลักษณะนี้มาตั้งนานแล้ว คุณพ่อเป็นคนที่รักการศึกษา สนับสนุนผมและพี่ชายของผมมาตลอดเรื่องการศึกษาเล่าเรียน ครั้งที่ท่านไปทำหน้าที่ที่เกียวข้องกับการศึกษาในจังหวัดที่กำลังพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน คุณพ่อก็พยายามให้ผมหาเวลาไปพูดกับนักเรียนที่จังหวัดนั้น ไปให้แรงบัลดาลใจ ไปบอกว่า “ไม่ต้องเรียนเก่งมาก ก็สามารถทำในสิ่งที่ฝันได้ (อย่างผม)” แต่เพราะว่าช่วงเวลาที่คุณพ่อมีชีวิตอยู่นั้น ผมไปให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นก่อน เที่ยวเล่น หาความบันเทิงให้กับชีวิตตัวเอง ผมจึงไม่ได้ทำสิ่งที่คุณพ่ออยากให้ผมทำ คุณพ่อไม่มีโอกาสได้อ่านบทความบทนี้ แต่ผมก็ยังหวังลึกๆว่าบทความนี้ยังไม่สายเกินไป น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่อาจมองชีวิต ปัญหา ประสบการณ์การลองผิกลองถูก ความเขลา และปรัชญาทางการศึกษาของผมเป็นกรณีศึกษา
อย่างแรกเลย ผมเป็นคนที่ “หัวไม่ดี” ผลการเรียนของผมตั้งแต่เด็กจนโตนั้นอยู่ในระดับธรรมดา ไม่มีความน่าพิเศษแต่อย่างใด คำถามที่เพื่อนๆของผมในวัยเด็กถามผมเมื่อเจอกันตอนโตคือ “คนหัวไม่ดีอย่างนาย (บางทีก็ มึง หรือ เอ็ง) ไปเรียนในสถาบันการศึกษาระดับโลกถึงสามแห่งด้วยกันได้ไง (บางทีก็ตามด้วย วะ)
คำถามนี้มีคำตอบสองแบบ บางสั้นกับแบบยาว แบบสั้น คือ ผมเป็นคนที่โชคดี มีคนที่ดีและเชื่อมั่นในตัวผมสนับสนุนในเวลาที่ผมต้องการความช่วยเหลือ
ส่วนคำตอบแบบยาวนั้น ผมจะตอบได้ก็ต่อเมื่อผมเล่าผ่านรายละเอียดที่เกิดขึ้นระหว่าง “การเดินทาง” เพื่อแสวงหาโอกาสให้กับตัวเองของผม กล่าวให้ชัดลงไปอีก “โอกาส” และ “โชคชะตา” เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน (สำหรับบทความนี้ภาคภาษาอังกฤษสามารถอ่านได้ที่นี่ครับ)








2. “ถ้าผมเรียนไม่เก่ง ผมจะไม่โอกาสใช่ไหม?”
สิ่งที่เราได้ยินอยู่บ่อยๆคือการวิพากษ์วิจาร์ณระบบการเรียนในเมืองไทย ว่าสอนให้เด็ก “ท่องเหมือนนกแก้ว นกขุนทอง” ซึ่งดูจะเป็นอะไรที่ทุกคนเห็นพ้องกันว่า ไม่ดี ไม่ควร และไม่พัฒนา แต่ทว่าเราก็ยังทำกันอยู่ ส่วนตัวผมเองนั้น ผมมองว่ามันไม่ใช่การเรียนการสอนที่ดีที่สุดเพราะการท่องจำเป็นการพัฒนาสมองเพียงส่วนเดียว แต่ผมเองก็ไม่เคยมองว่าการสอนให้ท่องจำนั้นถึงกับเลวร้ายอะไร นักทฤษฎีตะวันตกหลายคนมองว่าการท่องจำเป็นการ “สร้างระบบตรรกะทางความคิด” ซะด้วยซ้ำ เนื่องด้วยการท่องจำนั้นโดยพื้นฐานแล้วเป็นกระบวนการการรังสรรค์ภาษา และเพราะคนเรานั้นสร้างความคิดซับซ้อนโดยผ่านภาษา ดังนั้น การท่องจำจึงเป็นกระบวนการเน้นย้ำขั้นตอนความเข้าใจของการสร้างตรรกะทางความคิดด้วย ยกตัวอย่างเช่น อารยธรรมและองค์ความรู้ของอาณาจักรและต่อมาเป็นประเทศจีน ที่วิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ก็ล้วนเป็นหนี้กระบวนการการท่องจำทั้งสิ้น
แต่ อะไรคือประตูสู่ “โอกาส” ที่จะเปิดให้กับนักเรียนที่ “ไม่ชอบระบบนี้” หรือไม่สามารถจะทำตามระบบนี้ได้ดี ผมเองก็เป็นคนหนึ่งในนั้น และปัญหาของผมก็เกิดจากการไม่รู้ว่าการที่เราทำบางสิ่งบางอย่างไม่ได้ดีเหมือนคนอื่ในระบบที่เราอยู่ หมายความว่าเราด้อย หรือ “โง่” หรือเปล่า
คุณพ่อและคุณแม่ของผมเป็นผู้ที่อยู่ ณ ศูนย์กลางของกระบวนการสร้าง และสั่งสมความรู้ของผมมาโดยตลอด ผมยังจำได้ดี ช่วงที่ผมต้องสอบเอ็นทรานซ์เพื่อศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ผลัดกันไปรับไปส่งผมที่สถาบันกวดวิชา แทบจะเจ็ดวันต่อสัปดาห์ และให้กำลังใจอย่างมากสำหรับการสอบครั้งสำคัญ
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ท่านทั้งสองสนับสนุนให้ผมเชื่อในสิ่งที่มีเหตุผล สนับสนุนให้ผม “ตั้งคำถาม” กับสิ่งที่ไม่มีเหตุผลเหล่านั้นตลอดมา ท่านทั้งสองเป็นผู้ที่บอกผมเสมอมาว่าให้ “ตั้งคำถามได้ แต่ไม่ทำลายล้าง” ผมตั้งคำถามกับทุกๆอย่างที่ผมเจอ ตั้งแต่วันแรกที่ผมเดินทางทางรถไฟจากสถานีมักกะสันไปที่ปลายทางสถานีรถไฟลาดกระบังเพื่อรายงานตัวเป็น นักศึกษาใหม่ คณะสถาปัตนยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง จนถึงวันที่ผมจบการศึกษา
คุณแม่ผมเคยบอกว่า “ถ้าจะทำอะไรไม่เหมือนใครเขา ก็จงมีเหตุมีผล และเตรียมใจที่จะรับแรงต้านจากทุกๆด้าน” หากมองย้อนกลับไป ผมตั้งคำถามว่าทำไมต้องเรียนวิชานั้น ทำไมต้องเรียนวิชานี้ ทำไมวิชานี้สอนแบบนั้น แบบนี้ ผมจำได้ว่าอาจารย์ที่ผมเคารพรักท่านหนึ่งบอกผมอยู่เสมอว่า “คนเราตั้งคำถามได้ แต่ถ้าจะทำลายกฎเกณฑ์ใดๆ จะต้องรู้และเข้าใจกฎเกณฑ์นั้นๆอย่างแจ่มแจ้งเสียก่อน” เสียดายว่าตอนนั้นผมยังเด็กมาก คำถามทั้งหมดจึงกลายเป็นแรงผลักดันให้ “ดื้อ” อย่างไร้เหตุผล ที่ลาดกระบังนั้น ผม “มีชื่อเสียงด้านการแหกกฎ” ทำในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน และสิ่งที่เขาทำกันผมก็ไม่ทำ เช่นการถูกรับน้อง หรือไปรับน้อง ทุกๆวันหลังเลิกเรียนผมจะหายตัวเข้าไประหว่างชั้นหนังสือในห้องสมุดสองแห่งของมหาวิทยาลัย เสาะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่จนห้องสมุดปิดทุกวันและบรรณารักษ์และคนทำความสะอาดจำหน้าได้ ผมไม่เคยนั่งที่ห้องสมุดหลังเลิกเรียนน้อยกว่าวันละ 3-4 ชั่วโมงเลย ตลอดหกปีที่ผมเรียนที่ลาดกระบัง
ผมเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน เอ เอฟ เอส (American Field Service: AFS) ที่มลรัฐโอคลาโฮมา ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 2541 – 542 ผมจึงมีความผูกพันเป็นพิเศษกับะระบบการศึกษาของอเมริกาที่ให้ความสำคัญกับความคิดเชิงวิเคราะห์ ซึ่งให้ความสำคัญกับการท่องจำ “เป็นแค่บางส่วน” (แต่ก็ไม่ได้ไม่ให้ความสำคัญเลยเหมือนที่หลายคนเข้าใจผิด และยกมาเป็นข้อเปรียบเทียบกับวิธีการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองของไทย) และในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับความสนใจส่วนตัวของผู้เรียน ช่วงนั้นผมเรียนรู้การรักการอ่านโดยการอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษทั้งผ่านหน้ากระดาษและหน้าจอินเตอร์เน็ต เพื่อที่จะลดจุดด้อยของตัวเองในการใช้ภาษาอังกฤษ ตอนนั้น ที่ทำไปก็ด้วยแรงจูงใจที่อยากจะกลับมาที่อเมริกาอีกครั้ง แต่ในขณะเดียวกันก็รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการ “ลงทุนระยะยาว” ให้กับตัวเอง
ที่ห้องสมุดที่ลาดกระบังนั้น ผมอ่านหนังสือทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่ทางด้านสถาปัตยกรรม ผมอ่านนิยาย อ่านทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ การเมือง เทคโนโลยี การ์ตูน และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งหนังสือเหล่านี้ทำให้ผมเห็นบทบาทของวิชาชีพสถาปัตยกรรมในมุมมองอื่นๆ ซึ่งมีประโยชน์ในมากกว่าแค่การออกแบบทางสถาปัตยกรรมในการแก้ปัญหาสังคม ความสนใจของผมเริ่มขยายออกจากสถาปัตยกรรมสู่มิติทางสังคม ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และรากเหง้าของวัฒนธรรมของจีน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หกปีของผมที่ลาดกระบังนั้นเป็นหกปีที่ผมอ่านหนังสือหลายร้อยเล่ม แต่มีเพื่อนที่สนิทน้อยกว่าจำนวนนิ้วมือในมือเดียวของผม เป็นหกปีที่ไม่มีอาจาร์ยคนไหนจำผมได้ และคงไม่ต้องบอกว่า เป็นหกปีที่ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทางสังคมมีคุณค่าอะไรเลย วิทยานิพนธ์ของผมนั้นผ่านอย่างคาบเส้น วันสุดท้ายที่ผมนั่งรถไฟที่สถานีรถไฟลาดกระบังนั้น ผมหมดเรี่ยวแรง ความรู้สึกของความล้มเหลว

3. โอกาส
ด้วยความที่ทางบ้านของผมไม่สามารถส่งให้ผมไปเรียนต่อต่างประเทศได้ ซึ่งตอนนี้เองก็เป็นช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อนมาก โอกาสที่จะกู้ยืมเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศจึงเป็นไปไม่ได้เลย (ไม่รู้จะเอาอะไรมาใช้) ผมจึงเลือกที่จะสมัครสอบทุนการศึกษา ทั้งของภาครัฐ และเอกชน ผมจำได้ว่าสมัครไปประมาณยี่สิบทุน ซึ่งถึงแม้ในที่สุดจะได้มาหนึ่งทุน สิ่งที่ผมถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญก็คือการที่โอกาสจะไม่มาหาเราถ้าเราไม่สร้างทางให้มันเข้ามา ยกตัวอย่างว่า ถ้าผมสมัครแค่สิบเก้าทุน โดยที่ไม่สมัครอีกหนึ่งทุนที่ผมจะได้นั้น ผมก็คงไม่ได้ทุนอะไรเลย
ทุนเดียวที่ว่าที่ผมได้ตอนนั้นคือทุนของมูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน หรือที่เรียกกันว่า “ทุนฟุลไบรท์” (Fulbright Scholarship) ผมโชคดีมากๆที่ความตรงไปตรงมาของผมตรงใจกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่สัมภาษณ์ผมที่คัดเลือกผม สาเหตุที่ลองลงสอบสมัครทุนฟุลไบรท์นี้ก็เพราะคุณสมบัติขั้นต่ำของผู้ที่มี สิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือกนั้นไม่สูงเกินไป กล่าวคือ เกรดเฉลี่ยเกิน 3.00 ขึ้นไปก็สมัครได้ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยมีผู้สมัครจากลาดกระบังเคยได้ทุนนี้มาก่อนในอดีต อีกเหตุจูงใจคือทำให้ผมอยากสมัครสอบทุนฟุลไบรท์เพราะทุนนี้เป็นทุนการศึกษาที่ต้องการผู้สมัครที่มีความสนใจในการแลกเปลี่ยนความรู้และวัฒนธรรม ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาและกับนักเรียนทุนจากประเทศอื่นๆ
ผมเตรียมตัวเกือบปีทีเดียว เพราะรู้สึกว่า คนเราถ้ารู้ว่ามีจุดด้อยมาก ก็จะพยายามมากกว่าคนอื่น เปรียบเสมือนว่าผมรู้ตัวว่าเป็น “เต่า” ทางเดียวที่จะไปให้ถึงจุดหมาย ก็ต้องเดินให้สม่ำเสมอเป็นอย่างแรก ห้ามหยุด ห้ามท้อ ที่สำคัญคือต้องไม่มานั่งคิดว่า “ทำไมเราไม่ใช่กระต่าย” ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ได้ช่วยอะไรใครทั้งสิ้น ดังนั้น ตอนสอบสัมภาษณ์ผมก็รู้ว่าจะต้องให้เหตุผลอย่างไร และควรจะสร้างความน่าเชื่อถืออย่างไร ในขณะเดียวกันก็สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับเป้าหมายของผู้ให้ทุนได้
ผมได้คุยกับหลายคนที่มีประสบการณ์การไปเรียนต่างประเทศ ซึ่งตอนนั้น ผมพยายามที่จะคุยกับทุกคนที่ขวางหน้าเพื่อขอความรู้และแบ่งปันประสบการณ์ เพื่อที่จะสามารถจำลองเหตุการณ์ของการไปศึกษาต่อเอาไว้ตอบคำถามของคณะ กรรมการคัดเลือกซึ่งก็คงไม่พ้นเรื่องของทัศนคติในเรื่องการศึกษา และความเข้าใจในระบบการศึกษา หนังสือหลายร้อยเล่มที่อ่านสัมยที่เรียนที่ลาดกระบังนั้นเป็นสะพานที่เชื่อมผมกับกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่สัมภาษณ์ผมได้เป็นอย่างดี เพราะไม่มีใครผู้ทรงคุณวุฒิที่สัมภาษณ์ผมนั้นที่เป็นสถาปนิก ถ้าผมรู้เพียงแค่เรื่องสถาปัตยกรรมอย่างเดียว ผมคงไม่สามารถที่จะเอาชนะใจกรรมการได้
เมื่อรู้ตัวว่าได้รับทุน ผมดีใจมาก ทั้งคุณพ่อคุณแม่และพี่ชายก็ดีใจกับผม (อย่างออกนอกหน้า) อาจจะเรียกได้ว่าพวกท่านดีใจมากกว่าผมด้วยซ้ำไป ผมยังคิดอยู่ทุกวันนี้ว่าเหตุผลที่ได้ทุนนั้นมานั้น น่าจากการที่ผมแผ้วถาง ให้ “เข้าถึงโอกาส” ได้ การทื่ผมอ่านหนังสือทุกวัน เสาะแสวงการรายชื่อทุนที่ผมมีสิทธิ์ที่จะสมัครสอบได้ ไปสอบถึงแม้ว่าจะถูกปฎิเสธถึงสิบเก้าครั้ง เป็นต้น
เมื่อได้ทุนแล้วก็ต้องหาที่เรียน โดยมูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกันนั้นให้ผู้รับทุนดำเนินการสมัครเรียนเอง โดยให้คำปรึกษาและรองรับค่าใช้จ่ายในการสมัครบางส่วนให้
การหาที่เรียน ก็เป็นเรื่องที่น่าหนักใจไม่แพ้กัน ตอนที่เลือกสถานที่สมัครเรียนเองผมยังต้องเตรียมตอบคำถามด้วยว่า “ได้ทุนมาได้อย่างไร” เพราะคนที่ถามไม่ได้มาอยู่กับผมตอนที่ผมเตรียมตัวอย่างหนัก และไม่ได้เห็นความตั้งใจของผมในการหาข้อมูลทั้งหลายเพื่อจะไปบอกกับคณะกรรมการคัดเลือกว่าผมคือผู้ที่มีความพร้อมและสมควรได้รับการคัดเลือก
ตอนที่ผมกลับไปปรึกษากับผู้ที่มีประสบการณ์การเรียนต่อต่างประเทศหลายๆคน ก็มักจะได้คำปรึกษาที่ว่า“อย่าหวังสูงมากที่จะได้เข้าเรียนที่สถาบันที่ดีที่สุดถึงแม้จะมีทุนก็ตาม เพราะผมไม่ใช่คนที่มีประวัติการเรียนดีจนน่าตกใจอะไร และยิ่งไปกว่านั้น ซึ่งเป็นคำที่ผมจำได้จนถึงทุกวันนี้คือ เพราะความที่ “ยังไม่เคยมีใครจบการศึกษาจากคณะสถาปัตย์ลาดกระบังที่สมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกได้” ผู้ที่มีประสบการณ์การเรียนต่อต่างประเทศเหล่านี้จึงให้คำแนะนกับผมว่า ผมไม่ควรจะไปหวังอะไรมาก
จุดนั้นเองที่ผมเปลี่ยนถ้อยคำที่มีนัยยะเป็นการเตือนให้กลายเป็นคำถาม และจุดนั้นเองที่ผมตั้งคำถามกับ“ระบบ” อีกครั้งว่า “ถ้าไม่เคยมีใครทำได้จะหมายความว่าผมจะทำไม่ได้ด้วยใช่ไหม?” ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากผมไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานมาก่อน ผมจึงถูกประเมินด้วย “ข้อเท็จจริงเชิงสถิติ” และสรุปว่าการที่ผมได้ทุนนั้นก็เป็น “โชคดี” ของผมมากเกินพอแล้ว น่าจะพอใจกับมันและ “หวังในสิ่งที่จะคว้าถึงก็พอ” จะได้ไม่ผิดหวัง
ผู้อ่านน่าจะเดาได้ว่าผมตอบรับกับคำปรึกษาเหล่านี้เป็นเช่นไร
เผอิญว่าผมโชคดีที่ได้รับคำตอบที่ผมตั้งขึ้นตอนนั้นจากหลายๆคนที่ไม่ได้มองทุกอย่างบนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริงเชิงสถิติ” ไปทั้งหมด อาจารย์และเพื่อนร่วมงานของผมในขณะนั้น (ตอนนั้นผมเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ให้ทั้งการสนับสนุนและกำลังใจ และบอกให้ผมพยายาม “ลองดู” ก็เช่นกัน ผมจึงทำเช่นเดียวกับเมื่อครั้งผมสมัครทุน นั่นคือเตรียมตัวอย่างดีที่สุด และไม่กลัวที่จะต้องสมัครหลายๆที่ ผมยังจำได้ว่าอาจารย์และเพื่อนร่วมงานของผมท่านหนึ่งบอกกับผมว่า “ก็ไม่มีอะไรจะเสียนี่ ทำให้ดีที่สุด สมัครไปเลยที่ที่อยากเรียนที่สุด ถ้าได้ก็จะได้พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ใช่ว่าอะไรๆจะเอาข้อเท็จจริงเชิงสถิติมาวัดได้ ถ้าไม่ได้ก็แล้วไป”
ผมชอบคำแนะนำนี้มากและก็ทำอย่างที่ว่า ผมสมัครทั้งหมดเจ็ดแห่งด้วยกัน ไล่มาตั้งแต่สถาบันที่เก่าแก่และมีการแข่งขันกันสูงสุดจนถึงอันดับเจ็ด ซึ่งก็ยากไม่น้อยไปกว่าอันดับหนึ่งถึงห้า (หลายๆคนบอกว่าผม “บ้า” ที่สมัครแต่สถาบันการศึกษาที่มีอันดับสูงๆ บางคนก็ว่าผมดันทุรังและไม่มองศักยภาพตัวเอง) คำถาม-คำตอบไม่จำเป็นต้องมาพร้อมๆกัน คนเราสามารถตั้งคำถามเพื่อจะลองหาคำตอบได้ ดังนั้น คำถามที่ว่าผมจะทำได้หรือไม่จึงถูกตั้งขึ้นเพื่อที่ผมจะ “ทำเต็มที่” เพื่อหาคำตอบ
ในระหว่างนั้นทั้งคุณพ่อและคุณแม่ของผมก็โดนผมดึงเข้ามาช่วยทำใบสมัครหลายๆใบของผมอยากหนักหน่วง นอกจากช่วยอ่านตรวจและให้ความเห็นกับข้อเขียนที่ผมต้องส่งไปพร้อมกับใบสมัครเพื่อแสดงความสนใจ ในการเรียนแล้ว ยังต้องหาข้าวหาปลาให้ผมกิน และบังคับให้ผม “นอนบ้าง” ด้วย
เพราะว่าผู้สมัครเข้าเรียนต่อในโรงเรียนสถาปัตยกรรมนั้นจะต้องทำหนังสือ รวบรวมผลงานการออกแบบส่งซึ่งเป็นงานใหญ่และต้องแสดงถึงความเป็นมืออาชีพในการออกแบบรูปลักษณ์ของหนังสือ (Design Portfolo) ผมจึงดึงพี่ชายซึ่งเป็นนักออกแบบมืออาชีพเข้ามาเป็นที่ปรึกษา (ในตอนแรก) และมาเป็นผู้ออกแบบให้ไปเลย (ในตอนหลัง) การสมัครเข้าศึกษาต่อของผมจึงไม่ต่างไปจากการสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยที่ เมืองไทยที่เรื่องของผมคนเดียวกลายเป็นกิจกรรมของครอบครัว
เมื่อผลออกมาว่าผมได้รับเข้าเรียนที่สถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดทางสถาปัตยกรรม ซึ่งผมอยากไปเรียนที่สุดกล่าวคือสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซทส์หรือเอ็มไอที (Massachusetts Institute of Technology: MIT) ทุกๆคนในครอบครัวจึงได้มีความสุขและฉลองร่วมกันในความสำเร็จขั้นต้นที่ทั้งครอบครัวช่วยกันสร้างขึ้นมา เอ็มไอที มิเพียงเปิดโลกกว้างแต่สร้างโลกใหม่ให้ผมเลยทีเดียว ผมได้คำตอบที่ผมไม่เคยหาคำตอบได้เลยทั้งเรื่องของ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน? อะไรคือกฏและอะไรคือสิ่งที่หักล้างได้? จนไปถึงความหมายของคำว่า “ความรู้”
เมื่อผมไปถึงที่เอ็มไอทีใหม่ๆ ผมมีความทะนงตนแบบเด็กๆ ที่หลงคิดไปว่าตัวเองมีความสามารถ ถึงแม้จะรู้ว่าที่เอ็มไอที ไม่มีคำว่า “ประนีประนอม” ถ้าใครเรียนไม่ได้ถึงเกณฑ์ที่สถาบันตั้งไว้ก็จะไม่ได้เรียนต่อ ผมก็ไม่ได้เริ่มด้วยการทำงานหนักกว่าคนอื่นแต่เริ่มด้วยความชะล่าใจว่า “ยังไงๆซะ โชคชะตาคงไม่ทิ้ง”
สาขาวิชาที่ผมเลือกเรียนคือสาขา ประวัติศาสตร์ ทฤษฎี และการวิพากษ์สถาปัตยกรรม (History, Theory, Criticism of Architecture) ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญทางด้านภาษามากที่สุดในบรรดาสาขาวิชาทั้งหมด เพราะผู้เรียนต้องอ่านหนังสือเยอะมากในแต่ละสัปดาห์เพื่อมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการสัมนาเชิงวิชาการ (Academia Seminar)
สำหรับนักเรียนในสาขาประวัติศาสตร์ ทฤษฎี และการวิพากษ์สถาปัตยกรรม ทุกๆสัปดาห์ สัปดาห์และหลายครั้ง การที่ต้องอ่านเยอะๆ และทำความเข้าใจภาษาขั้นสูงซึ่งไม่ใช่ภาษาแม่เป็นเสมือนการเข็นครกขึ้นภูเขาสูง ผมยังจำได้ว่านักเรียนที่เคยได้ทุนฟุลไบรท์คนหนึ่งเคยมาบรรยายให้นักเรียน ทุนรุ่นปัจจุบันว่า “อาจารย์ในระบบการศึกษาอเมริกาจะให้นักเรียนอ่านเยอะกว่าที่จะเป็นไปได้ แต่นั่นเป็นเพราะอาจารย์ต้องการให้นักเรียนอ่านเป็นกลุ่มคือแบ่งกันอ่าน และมาแบ่งปันความรู้กัน” ซึ่งอาจจะจริงสำหรับระบบการศึกษาของสถาบันที่นักเรียนคนนี้ได้ไปเรียน แต่ไม่จริงเลยสำหรับสาขาวิชาของผมที่ เอ็มไอที ไม่มีใครเลยที่ช่วยกันในลักษณะนั้น ทุกคนต่างยุ่งกับการแข่งขันกับตัวเองและแข่งขันกับเพื่อนร่วมสาขา อยากจะทำเรื่องของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่มีเวลามาสนใจคนอื่น
ทุกคนอ่านเยอะมาก ผ่านพ้นเทอมแรกของการเรียนไปผลการเรียนของผมในตอนนั้นต่ำกว่าเกณฑ์มากเพราะตามไม่ทัน ตามเกณฑ์แล้วไม่ควรจะได้เรียนต่อที่เอ็มไอทีแล้ว แต่เนื่องจากผมเป็นนักเรียนต่างชาติ ทางสถาบันจึงอะลุ้มอล่วยให้อีกหนึ่งเทอมเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ตอนนั้นผมคิด ว่าคำเตือนทั้งหลายที่ได้รับมาก่อนหน้านั้นอาจจะจริง ผมอาจจะไม่มีความสามารถพอที่จะมาเรียนที่นี่ก็เป็นได้ ผมไม่มีและไม่เคยมีความมั่นใจเหมือนกับนักเรียนเก่งหลายๆคนที่รู้ว่าตัวเองมีความสามารถจริงๆและใช้ความมั่นใจนั้นในการผลักดันให้ตัวเองก้าวไปข้างหน้า ผมจึงต้องหาทางมองสถานการณ์ในทางบวก ก็เลยคิดว่าอย่างน้อยผมได้เห็นถึง “ความต่าง” ของระบบการศึกษา ถ้าผมมีอันต้องเลิกเรียนเพราะผลการเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ อย่างน้อยความต่างที่ว่าคือสิ่งที่ผมได้ประสบการณ์จริงที่จะเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ที่สนใจได้
สิ่งที่ผมเรียนรู้จริงๆจากประสบการณ์ที่ปากเหวนี้คือการรับคำแนะนำจากคนหลากหลาย ไม่เฉพาะคนที่อยู่ในสาขาของผม แต่ทุกคน เพราะทุกคนมีประสบการณ์ต่างๆกันไป เรื่องที่ผมคิดว่าใหญ่มากอาจจะเล็กสำหรับใครอีกหลายๆคน เพื่อนคนหนึ่งซึ่งไม่ได้รู้จักผมและสาขาวิชาที่ผมเรียนมากนัก บอกกับผมว่า “บางทีนะ เวลาเราให้ความสำคัญกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากๆ เราจะมองไม่เห็นภาพรวม จริงๆแล้วมันอาจจะไม่มีปัญหาอะไรเลยก็ได้” (ภาษาทางจิตวิทยา คือ “focusing illusion”) ผมอาจจะไม่ได้คิดอะไรตอนที่ได้คำแนะนำนี้ แต่หลังจากนั้นผมก็ได้คิด ว่า สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นปัญหานั้นคือตัวผมเอง คือการมองของผมเอง ผมมองเรื่อง“เกรด” เป็นเรื่องใหญ ผมจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นนอกเหนือไปจากนั้น แล้วชีวิตนักเรียนล่ะ? ประสบการณ์จากต่างแดนล่ะ? “ปรัชญาชีวิตที่ผมมีมาตลอด” การตั้งคำถามและการหาโอกาสล่ะ? ผมทำอย่างนั้นหรือยัง?
การตั้งคำถามครั้งนี้เปลี่ยนผมไปเยอะทีเดียว เมื่อผมกลับไปเรียนอีกครั้งในเทอมที่สอง ผมจึงไม่เรียนอย่างดียว แต่ทำกิจกรรมมากมาย ร่วมงานการสัมมนาเชิงวิชาการกับนักวิชาการจากหลายสาขาวิชาทั้งในคณะและนอกคณะ รวมไปถึงการเป็นอาสาสมัครสอนเด็กนักเรียนในมลรัฐแมซซาชูเซทส์ ให้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนภาพทางสถาปัตยกรรมและวิวทิวทัศน์ ฯลฯ การที่ได้ทำอะไรที่ต่างกันทุกวัน ทำให้ผม “ไม่เบื่อ” และไม่หมกมุ่น และทำให้ผมเรียนรู้การบริหารเวลาและการบริหารอารมณ์ ทำให้ผมได้คิดถึงวิธีที่จะทำภาระที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จเป็นอย่างๆ ในขณะเดียวกัน ก็มองภาพรวมงานทั้งหมดไปด้วย
เทอมที่สองนี้เองผมจึงผ่อนคลายขึ้นมาก จริงอยู่ว่าผลการเรียนที่ไม่ดีในเทอมแรกนั้นไม่สามารถแก้ไขได้ แต่สิ่งที่ผมรู้ก็คือ ผมสามารถทำคะแนนหลังจากนั้นให้ดีขึ้นได้ และการทิ้งอดีตไว้เป็นเบื้องหลัง แต่ไม่ลืมมัน เป็นเครื่องเตือนใจให้ไม่ทำผิดซ้ำสองทำให้ผมได้ระวังและได้ทำผลการเรียนที่ดีขึ้น
การที่ทำอะไรมากมายในเทอมที่สองนี้ทำให้ผมได้รู้จักกับเพื่อนใหม่หลายคน ทั้งในและนอกสาขาวิชา รวมไปถึงอาจารย์อีกหลายท่าน ซึ่งได้จ้างผมเป็นผู้ช่วยสอน และผู้ช่วยวิจัย ส่งผลให้ผมได้มีรายได้พิเศษ มีประสบการณ์การสอน และที่สำคัญที่สุดก็คือการได้ทำงานร่วมกับอาจารย์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีประสบการณ์การทำงานวิจัยระดับมืออาชีพ

4. เคล็ดไม่ลับ
สิ่งที่อยากฝากไว้ตรงนี้คือความเข้าใจในระบบการให้ทุนการศึกษาของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา นักเรียนไทยที่มีความสามารถหลายคน “ไม่กล้า” สมัครเรียนต่อต่างประเทศเพราะว่าไม่รู้ว่าจะหาเงินหรือทุนการศึกษาที่ไหนมาจ่ายค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ที่ต่างประเทศที่อันแสนแพง
แต่แท้จริงแล้ววัฒนธรรมการศึกษาของอเมริกามีการให้ทุนการศึกษาซึ่งเป็นจุดเด่น มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางการศึกษา และความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสถาบันการศึกษาอย่างมาก
ตัวผมเองก็เป็นหนึ่งคนที่นึกไปว่าระบบการศึกษาที่ไหนก็เหมือนที่เมืองไทยว่า “ต้องมีเงินเรียนถึงจะเรียนได้” แต่เพราะค่าเล่าเรียนในสถาบันการศึกษาของรัฐในเมืองไทยนั้นไม่สูงมาก จึงไม่ใช่ปัญหาหากจะเรียนต่อที่เมืองไทย แต่พอมาถึงความตั้งใจที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ สิ่งแรกที่ผมคิดก็เหมือนกับนักเรียนหลายๆคน คือ “จะเอาเงินมาจากไหน” ยังไม่นับว่าสาขาวิชาที่ผมสนใจที่จะเรียนนั้นเป็นสายวิชาการ ไม่ใช่ด้านธุรกิจภาคเอกชนที่มีโอกาสในการประกอบอาชีพที่เน้นเรื่องรายได้ จึงลืมไปได้เลยเรื่องที่ว่าจะกู้เงินมาเรียนและหาจ่ายคืนทีหลัง ผมจึงสมัครทุนการศึกษาก่อน เมื่อได้ทุนแล้ว จึงสมัครเรียน ซึ่งก็มารู้ทีหลังหลังจากได้รับเข้าเรียนที่เอ็มไอทีว่า ที่นั้นไม่ได้สนใจว่าผมมีศักยภาพในการจ่ายค่าเล่าเรียนหรือไม่ นักเรียนทุกคนในสาขาวิชาของผมที่ทางสถาบันรับเข้าเรียนนั้น สถาบันจะพยายามทุกวิถีทางที่จะให้มีโอกาสมาเรียนให้ได้ ไม่ว่าจะโดยการให้ทุนการศึกษาเต็มจำนวน ซึ่งรวมไปถึงค่าใช้จ่ายประจำเดือนหรือทุนบางส่วน หรือการว่าจ้างให้ทำงานเป็นผู้ช่วยสอน ผู้ช่วยวิจัย ฯลฯ เหล่านี้รวมๆกันแล้วก็ทำให้นักศึกษาต่างชาติที่ทางครอบครัวไม่มีศักยภาพทางการเงินมาเรียนได้ โดยหลักการนั้นก็จะดูที่ศักยภาพในการจ่ายค่าเล่าเรียนจริง ฐานะของครอบครัว และองค์ประกอบอื่นๆ ผมเองก็ได้ทุนการเอ็มไอทีด้วย
ถ้าจะถามว่าทางมหาวิทยาลัยคิดว่าเขา “ได้อะไร” จากการให้ทุนการศึกษามากมายแก่นักเรียนต่างชาตินั้น คำตอบก็คงเป็น “อะไรที่มองกันยาวๆ” มากกว่าแค่เบื้องหน้า ณ ตอนนี้สถาบันการศึกษาโดยเฉพาะที่มีชื่อเสียงมายาวนาน อย่างเช่น เอ็มไอที ฮาร์วาร์ด พรินซ์ตัน หรือแสตนฟอร์ด สร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากลจากการที่มีนักเรียนเก่าอยู่ทั่วโลก คนเหล่านี้ปัจจุบันเป็นนักคิด นักเขียน นักวิทยาศาสตร์ ที่มีชื่อเสียงของโลก และสร้างประโยชน์มากมายในระดับประเทศที่ตนเองทำงานหลังจากจบการศึกษากลับไปในระดับสากล นอกจากนี้ นักศึกษาเหล่านั้นหลังจากกลับไปทำงานในประเทศตนเอง สร้างเนื้อสร้างตัวได้แล้วมีหลักฐานทางการเงินที่มั่นคงก็บริจาคเงินกลับมาที่มหาวิทยาลัย เพื่อมาเป็นทุนการศึกษาให้กับนักเรียนรุ่นใหม่ๆต่อไป ปีที่แล้วนักเรียนเก่าบริจากเงินให้เอ็มไอทีเป็นเงินประมาณเกือบสองพันล้านบาทในแค่ปีเดียว นั่นก็เพราะการให้ทุนของศิษย์เก่านั้นถือเป็นความภาคภูมิใจของทั้งผู้ให้และผู้รับ ถือเป็นวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ และสร้างประเทศสหรัฐอเมริกาให้เป็นศูนย์กลางทางการศึกษาของโลก กล่าวโดยย่อ สิ่งที่มหาวิทยาลัยได้จากการสนับสนุนนักศึกษาโดยการให้ทุนคือชื่อเสียงและความภาคภูมิใจ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ซื้อได้ด้วยเงิน
เอ็มไอที เป็นสถาบันการศึกษาของเอกชน ค่าเล่าเรียนจึงแพงกว่าปรกติ (ตอนที่ได้รับทุนฟุลไบรท์ผมก็ทราบว่าตัวทุนเองนั้นไม่ได้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย ทั้งหมดของทุกสถาบันได้ ถ้าจะให้ทุนดังกล่าวพอต้องเลือกเรียนที่สถาบันการศึกษาของภาครัฐของประเทศ สหรัฐอเมริกาซึ่งจะถูกกว่า ซึ่งตอนนั้นผมก็มองที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียร์ ที่เบริคลีย์ไว้ ในกรณีที่ไม่สามารถไปเรียนที่เอ็มไอทีได้ด้วยปัญหาเรื่องค่าเล่าเรียนก็จะไปเรียนที่นี่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าประมาณสองเท่า)
ส่วนตัวผมเอง หลังจากได้รับตอบรับให้เข้าเรียน ผมแจ้งไปว่าผมมีทุนฟุลไบรท์ ซึ่งจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง ทางเอ็มไอทีจึงให้ทุนของผมอีกส่วนหนึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของค่าเล่าเรียน ซึ่งก็คือทั้งหมดที่ผมขาดเงินอยู่ ผมจำได้ดีว่าทางสถาบันให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และไม่ใช่แค่ผม เพื่อนนักเรียนของผมทุกคนก็ได้รับการดูแลดีมากไม่ต่างกัน การพูดคุยติดต่อสื่อสารทางอีเมล์และโทรศัพท์โดยตรง ทำให้ทั้งทางนักเรียนละสถาบันรู้ปัญหาของแต่ละคน และทำให้ทางสถาบันช่วยเหลือทุกคนให้มาเรียนได้ทั้งหมดโดยไม่เกี่ยงว่า นักเรียนคนนั้นจะเป็นใคร มาจากที่ไหนและมีพื้นฐานทางการเงินอย่างไร เพื่อนของผมหลายคนมาจากประเทศที่กำลังพัฒนา และมีฐานะการเงินที่แย่มาก แต่ก็ด้วยความช่วยเหลือของสถาบัน พวกเขาจึงได้เข้ามาเรียนและทำประโยชน์มากมายทั้งตอนที่เป็นนักศึกษาและหลังจากจบการศึกษาไปแล้ว ส่วนตัวผมเอง หลังจากได้เข้าเรียนแล้ว ก็ได้โอกาสได้ทำงานเป็นผู้ช่วยสอน ผู้ช่วยวิจัย และผู้ประสานงานการวิจัย ซึ่งกลายมาเป็นที่มาของรายได้ประจำและรายได้พิเศษให้ผมได้เดินทางไปประชุมทางวิชาการ ท่องเที่ยว ฯลฯ เรียกได้ว่าไม่ต้องรบกวนทางบ้านและยังมีเงินเก็บบางส่วนด้วย
สองปีที่เอ็มไอทีผ่านไปไวเหมือนโกหก ผมเหมือนเป็นกบที่กระโดดออกมาจากกะลามายังห้วงสมุทรอันกว้างใหญ่ ช่วงสองปีนั้นผมเดินทางไปต่างประเทศไปทำวิจัยกับอาจารย์ในวิชาที่ผมเรียนเป็นว่าเล่น ผมได้เดินทางไปที่แปลกๆที่ผมไม่เคยไป อย่างเช่น จีน ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เพื่อไปนำเสนอผลงานทางวิชาการที่ผมทำหลายที่จนนับไม่ถ้วน (ซึ่งทางสถาบันออกค่าใช้จ่ายครอบคลุมค่าเดินทางให้ทั้งหมด) มีโอกาสได้พบและทำงานกับอาจารย์ที่มีความรู้และชื่อเสียงของโลกมากมาย มีเรื่องที่เรียนรู้เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่จะเขียนต่อให้ฟังได้เป็นหนังสือหลายเล่ม เรียนจบแล้วผมก็เดินทางกลับเมืองไทย
ผมได้บอก “เคล็ด (ขัดยอก) ไม่ลับ” ทั้งหมดไปแล้วว่าทำอย่างไรถึงได้เดินทางจากจุดหนึ่งมายังอีกจุดหนึ่งได้ เรื่องสนุกๆเกิดขึ้นระหว่างทางเยอะมาก “ความไม่รู้” ทำให้ต้องเสียเวลาหลายครั้ง ความที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนทำให้ต้องเหนื่อยกว่าใครเพื่อน ความที่ต้องต่อสู้กับ “ภาพ” และความคิดของคนทั่วไปที่ว่า “ทำไม่ได้หรอก” ทำให้การเดินทางสนุกยิ่งขึ้น ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมหลายๆคนมองว่าการมีคนคิดว่าเราทำอะไรไม่ได้นั้นเป็นแรงกดดัน
ผมเองก็ไม่เคยอ่านหนังสือประเภทที่ว่าสร้างแรงบัลดาลใจ หรือประเภทบอกให้ทำโน่นทำนี่หรือที่เรียกกันว่าหนังสือ “ฮาวทู” (How to) จึงไม่รู้ว่าคนที่เขาประสบความสำเร็จจากที่ไม่มีอะไรเลยในตอนแรกนั้นเขาตอบรับกับแรงกดดันหรือแรงแดกดันกันอย่างไร แต่ประสบการณ์ส่วนตัวของผมบอกว่ามันง่ายมากถ้าเราพยายามแบบคนที่ “ไม่มีอะไรจะเสีย” ซึ่งก็คือผมในตอนนั้น ปัจจุบัน และในอนาคต
มาย้อนคิดกี่ครั้งก็ได้คำตอบเดียวกัน ผมเชื่อว่าถ้าความพยายามและความตั้งใจนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความคิดที่บริสุทธิ์ ไม่ได้ว่าต้องการจะไขว่ขว้าอะไรที่อยู่สูงเพื่อจะเอามากดคนอื่นให้ดูต้อยต่ำ เราย่อมมีโอกาสที่จะคิดและทำได้อยู่แล้ว การที่ผมสมัครสอบทุนยี่สิบทุน ไม่ได้ทำให้ผมเสียอะไร ดีซะอีกว่าหลังจากนั้นผมกลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนจดหมายแนะนำตัวเอง การที่ผมสมัครเรียนที่ที่คนอื่นคิดว่ายังไงซะผมก็ไม่สามารถได้ไปเรียนก็ไม่ได้ทำให้ผมเสียอะไรเหมือนกัน ในที่สุดแล้ว ถ้าเรามองว่าเราไม่มีอะไรให้เสีย เราก็จะไม่เสียอะไร ถ้าได้ก็ดี ไม่ได้ก็แล้วไป (พยายามต่อ) ท้อได้ เหนื่อยได้ แต่วันรุ่งขึ้นก็หาอาหารที่อยากกินทาน หาหนังที่อยากดูดู (และเล่นเฟซบุ้คอย่างที่คุณแม่ผมชอบเล่น) แล้วก็พยายามใหม่
ผมรู้จักคนไม่น้อยเหมือนกันที่มีความทะเยอทะยานสูงและความคิดที่ดีน่านับถือ แต่ว่าด้วยความที่คิดว่าตัวเอง “มีอะไรจะเสีย” การที่อยากได้อะไรแล้วไม่ได้ทำให้ประวัติด่างพร้อยหรือผิดหวัง ทำให้ไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย การทำอย่างนี้ก็เหมือนการสร้างฉากปลอมๆมากดดันตัวเอง การคิดว่าตัวเองมีอะไรจะเสียก็คือการถอยตัวเองให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่ “เปราะบาง” กว่าคนอื่น จะเหนื่อยทั้งกายและใจ ดังนั้น เวลาใครมาถามผมเรื่องความสำเร็จทางการศึกษาของผม ผมก็จะบอกว่า “ข้อหนึ่ง ผมไม่เคยมองว่าเป็นความสำเร็จ” เพราะความสำเร็จนั้นวัดกันที่การนำความรู้ที่ได้ไปใช้ การคิดว่าเรื่องแค่นี้เป็นความสำเร็จก็ไม่ต่างจากการหาเหตุผลให้ตัวเอง “มีอะไรจะเสีย”
ผมคิดว่าการคุยโม้โอ้อวดเรื่องสถาบันที่ตัวเองเคยไปเรียนก็ไม่ใช่อะไรที่น่าสนใจเลย จริงๆคนเราอยากฟังเรื่องทำนองนี้ก็เพื่อจะทำให้ตัวเองรู้ถึงภาพลักษณ์ของสิ่งที่ควรหรือไม่ควรให้คำชื่นชมซึ่ง ไม่ควรจะต้องไปเสียเวลาฟัง และข้อสอง อยากให้ผู้ที่ถามได้รู้เบื้องหลังของสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นความสำเร็จนั้น หลายๆคนเข้าใจผิดว่าผมนอนอยู่เฉยๆแล้วได้ทุน ไม่ทำอะไรแล้วได้เรียนในสถาบันที่อยากเรียน ถ้าเรามามองโลกการศึกษากว้างๆ หาเหตุผลว่าตัวเองอยากทำอะไรเพราะอะไร และที่สำคัญก็คือเราใช้ชีวิตตามทางที่ใครคิดว่าควรจะเป็นอยู่หรือเปล่า? ก็จะทำให้ได้ฉุกคิดและมองสถานการณ์อย่างที่ควรจะเป็นได้ดีมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่าสนุกกว่าการมองแบบกดดันตัวเอง “เยอะเลยครับ”
ช่วงที่กลับมาทำงานเป็นอาจารย์ ผมได้เริ่มตั้งคำถามใหม่ให้กับตัวเอง ซึ่ง “ลึก” กว่าเก่า จากที่เคยถามว่า ตัวเองได้อะไรจากการเรียน ก็กลายเป็นว่า “ที่เรียนมาตลอดนั้นใช่สิ่งที่ตัวเองสนใจจริงหรือไม่?” คำถามทำนองนี้หลายๆคนมองว่าเป็น “คำถามฆ่าตัวตาย” เพราะถ้าคำตอบคือใช่ก็ไม่ได้ทำให้ได้ฉุกคิดอะไรขึ้นมา แต่ถ้าไม่ใช่นี่สิ ก็หมายความว่าจะต้องเริ่มกลับไปนับหนึ่งใหม่เพื่อทำอย่างอื่น ตอนนั้นผมวางโครงงานวิจัยเรื่องสังคมเมืองในประเทศจีนเยอะมากร่วมกับเพื่อนและอาจารย์เก่าของผมที่เอ็มไอที ผมจึงเริ่มเบนความสนใจมาที่เรื่องจีนสมัยใหม่ศึกษา (Modern Chinese Studies) จริงอยู่ว่าผมเขียนวิทยานิพนธ์ที่เอ็มไอที เรื่องประวัติศาสตร์ของเมืองเซี่ยงไฮ้ แต่นั่นก็เพราะความอยากรู้ถึงรูปแบบของการพัฒนาของเมืองในทวีปเอเชีย และข้อมูลในการทำวิจัยนั้นก็หาได้ไม่ยากนักเพราะช่วงนั้นผมก็เป็นผู้ช่วยสอนให้กับอาจารย์ท่านหนึ่งในวิชาที่เกี่ยวกับการออกแบบบ้านพักอาศัยสำหรับชุมชนผู้มีรายได้ปานกลางถึงน้อยในประเทศจีนด้วย แต่ตอนนั้นที่เขียนวิทยานิพนธ์ยังไม่ใช่เพราะความอยากรู้เรื่องประเทศจีนแต่เป็นความอยากรู้เรื่องสถาปัตยกรรมที่แตกต่างไปจากที่เคยเรียนมามากกว่า
สิ่งที่ทำให้ผมเดินต่อ คือคำถามว่าสิ่งที่ผมเรียนมาตลอดคือสถาปัตยกรรมนั้นเป็นสิ่งที่ผมสนใจหรือเปล่า แล้วจะหาสิ่งที่ตัวเองสนใจจริงๆได้อย่างไร การนั่งๆนอนๆคิดอยู่ที่บ้านอาจจะทำให้เราได้คิด แต่ไม่ได้ทำให้เราได้พัฒนาความคิดอะไรแน่ๆ ต้อง “ทำ” มันไปเลย ขณะนั้นผมกระหายโอกาสและยังคงดำเนินทัศนคติไม่มีอะไรจะเสีย จึงเริ่มสมัครทุน และหาข้อมูลเรื่องที่ที่จะไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอกต่อไป ครั้งนี้ ผมสมัครทุนก่อนเพราะผมรู้ข้อมูลเบื้องต้นมาบ้างแล้วว่าสถาบันที่ผมอยากไปเรียนนั้นอยู่ในประเทศอังกฤษ และประเทศอังกฤษมีตรรกะการจัดสรรทุนและการให้ทุนแตกต่างจากประเทศสหรัฐอเมริกาคือไม่ใจดีเท่า ซึ่งนั่นก็คงเป็นเพราะโครงสร้างของสถาบันการศึกษาที่ใช้ระบบรัฐวัสดิการ จึงต้องให้ความสำคัญกับผู้เรียนภายในประเทศและภูมิภาคก่อนเนื่องจากคนเหล่านั้นเป็นผู้เสียภาษี อีกทั้งการศึกษาเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ นักศึกษาต่างชาตินำเงินมากมายเข้าประเทศและภูมิภาค โดยสรุป ผมสมัครหลายทุนมากและได้มาหนึ่งทุน และด้วยประวัติการศึกษาจากสถาบันเอ็มไอที ผมจึงได้รับเลือกให้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงโดยตรงในด้านที่ผมอยากเรียนคือ ประวัติศาสตร์ การเมือง และจีนศึกษา


5. จะไปกลัวอะไรกับการเปลี่ยนแปลง
เหตุผลที่ เปลี่ยนสายวิชาเรียนอย่าง “สุดโต่ง” นั้นเพราะผม “คาใจ” เสมอมาในความหมายของ “ความรู้” แน่นอนว่าตอนที่ตัดสินใจนั้นผมใช้ความกล้าพอสมควรเพราะเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ต้องตัดสินใจเลือก “ทางเดิน” ชีวิต และเส้นทางในอนาคตในสายอาชีพ
วิชาชีพสถาปัตยกรรมนั้นเป็นวิชาชีพที่เน้นการปฎิบัติ ในขณะที่ประวัติศาสตร์ การเมือง และจีนสมัยใหม่ศึกษาเป็นวิชาการล้วนๆ มองดูเผินๆอาจไม่ง่ายนักที่จะเชื่อมโยงทั้งสองศาสตร์เข้าด้วยกัน ทว่า ผมโชคดีที่ได้รับการเอ็นดูจากอาจารย์หลายๆท่านที่ผมทำงานเป็นผู้ช่วยสอน และช่วยวิจัยในงานวิจัยที่จะมีผลในการนำไปใช้จริง ที่เอ็มไอที ผมได้เรียนรู้ความสำคัญของหลายศาสตร์ เพราะ ผู้วิจัยต้องมีความรู้ความเข้าใจในการผสมผสานความรู้จากหลากหลายสาขา ไม่ใช่ยึดติดกับความรู้จากด้านใดด้านหนึ่ง การทำงานในลักษณะนี้ทำให้ผู้วิจัยต้องประสานงานกับหัวหน้าทีมวิจัยอย่างใกล้ชิด ซึ่งทำให้ผมมีโอกาสในการพัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะผู้ร่วมงานกับผู้นำการวิจัย ภายหลังจากที่ผมกลับไปสอนในฐานะอาจารย์พิเศษที่เอ็มไอที อาจารย์สองท่านที่ผมเคยทำงานให้ในฐานะผู้ช่วยวิจัยก็กลายมาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีที่สุดของผม
ทีนี้ ก่อนที่จะผมจะเล่าถึงชีวิตที่อังกฤษ ผมอยากจะพูดถึงโอกาสที่มาในรูปของ “โชคชะตา”จริงอยู่ ใจความทั้งหมดที่กล่าวมาของบทความนี้มุ่งเน้นที่การมองเห็นโอกาส แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการปล่อยใจให้สบาย ในบางครั้ง และ “ให้โอกาสหรือโชคชะตาเดินมาให้เราด้วย” ชีวิตของผมหลังจากจบการศึกษาจากเอ็มไอทีเปลี่ยนเยอะมากเพราะโชคชะตา โดยในเทอมสุดท้ายของการเรียนของผมที่เอ็มไอที ผมอยากเรียนวิชาที่เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นด้วยความสนใจที่เพิ่งเกิดขึ้น อันเนื่องจากการที่ว่าผมมีโอกาสได้ไปเดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่นหลายครั้งใน ช่วงหนึ่งปีก่อนหน้านั้น ทั้งไปร่วมการประชุมทางวิชาการและท่องเที่ยว แต่ด้วยความที่เทอมสุดท้าย ผมต้องเขียนวิทยานิพนธ์และเรียนวิชาเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมของประเทศจีนซึ่งเป็นแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่ผมวิเคราะห์ในงานวิทยานิพนธ์ ผมจึงไม่มั่นใจว่าควรจะลงเรียนไหม แต่ด้วยความรู้สึกที่ว่า “ไหนๆก็เทอมสุดท้ายแล้ว” ไม่อยากเสียใจถ้าไม่ได้ทำอะไร ผมจึงส่งอีเมล์ไปหาอาจารย์ที่เป็นผู้สอนวิชาวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่เอ็มไอที โดยที่ในอีเมล์นั้นผมก็เล่าถึงประวัติของผมคร่าวๆและความสนใจในสถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมเมืองใหญ่อย่างกรุงโตเกียว เป็นต้น
อาจารย์ท่านนั้นตอบอีเมล์กลับมาหาผมในเวลาอันรวดเร็ว ท่านบอกว่าที่เอ็มไอทีในเทอมนั้นไม่มีวิชาที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นในด้านที่ผมสนใจโดยตรง แต่มีการเปิดสอนวิชาที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยใหม่และการศึกษาประวัติศาสตร์นั้นผ่านภาพถ่ายและสื่อสิ่งพิมพ์ อาจารย์ท่านนั้นบอกว่าน่าจะเหมาะกับผมเพราะสถาปัตยกรรมน่าจะสนใจอะไรที่เป็นรูปภาพ ตอนแรกผมคิดว่าจะไม่ลงเรียนวิชานี้ แต่ผมก็ไปที่ห้องเรียนในคาบแรกโดยที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเรียน ซึ่งก็เป็นเรื่องปรกติของนักเรียนในหลายๆสถาบันในประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะไปดูการเรียนการสอนในคาบสองคาบแรกของวิชาที่นักเรียนสนใจ เพื่อที่จะตัดสินใจเลือกวิชาที่อยากลงทะเบียนเรียน ที่เอ็มไอทีเราเรียกช่วงคาบสองคาบแรกนี้ว่า “ช่วงช็อปปิ้ง” หรือช่วงจ่ายตลาด เพราะเหมือนไปตลาดซื้อของ นี่ก็คือเราไปดูวิชาที่เราสนใจและเลือกวิชาที่เราลง หลังจากที่ได้เห็นการเรียนการสอนและแนวทางและโครงการสอนคร่าวๆของวิชานั้น ผมไปคาบแรกของวิชาประวัติศาสตร์ผ่านภาพถ่ายและสื่อสิ่งพิมพ์นี้ ซึ่งเป็นวิชาที่อาจารย์ที่ผมอีเมล์ไปคุย อาจารย์ที่สอนเป็นศาสตราจารย์เต็มขั้นด้านญี่ปุ่นศึกษาและสอนร่วมกับศาสตราจารย์นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่อีกท่าน นามว่า จอห์น ดาวเวอร์ (John Dower) อาจารย์ทานนี้เองทำให้ผมรู้สึก อยากเป็นนักประวัติศาสตร์ขึ้นมา เนื่องด้วยเรื่องที่ท่านสอนและวิธีการสอนของศาสตราจารย์จอห์น ดาวเวอร์ นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความน่าสนใจ มุมมองของประวัติศาสตร์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และภาพถ่ายทำให้เรื่องที่เรียนไม่น่าเบื่อ แนวทางการวิเคราะห์ภาพถ่ายทำให้เราเห็นพลังของภาพถ่ายในการสร้างรากฐานทางวัฒนธรรมสมัยใหม่และอื่นๆอีกมากมาย ผมประทับใจการสอนและบุคลิกของท่านมากผมจึงตัดสินใจลงเรียนวิชานี้ และนี่เป็นการตัดสินใจที่ส่งผลต่อชีวิตหลังเอ็มไอทีของผมอย่างที่สุด
เทอมสุดท้ายผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากผมส่งวิทยานิพนธ์และได้รับจดหมายจากทางสถาบันว่าผมได้เรียนครบตาม หน่วยกิจและส่งงานครบตามที่ระเบียบของการได้รับปริญญาโททางด้าน ประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรมของเอ็มไอที กำหนดแล้ว แน่นอนว่าผมดีใจ (และโล่งใจมาก) ก็เลยปล่อยตัวตามสบาย เตร็ดเตร่ในเมืองทุกๆวัน ช่วงนั้นเองผมเข้าหาอาจารย์หลายๆท่านเพื่อลากลับเมืองไทยไปทำงาน ซึ่งศาสตราจารย์จอห์น ดาวเวอร์ ก็เป็นอาจารย์ท่านหนึ่งที่ผมไปพบด้วย พอท่านรู้ว่าผมจะกลับเมืองไทยไปเป็นสถาปนิกอาชีพและอาจจะสอนด้วย ด้วยความที่ท่านรู้ว่าผมสนใจวัฒนธรรมตะวันออก และชอบงานวิจัยของผมซึ่งผมทำส่งเป็นรายงานหลักของวิชาที่ท่านสอน ท่านจึงถามผมว่าผมเคยคิดจะเรียนต่อปริญญาเอกทางด้านประวัติศาสตร์บ้างไหม แน่นอนว่าผมไม่เคยคิดเรื่องนั้นเลย เพราะผมไม่เคยคิดว่าคนที่ไม่ชอบเรียนและหัวไม่ดีอย่างผมจะมีสิทธิ์เรียนในระดับสูงกว่าระดับปริญญาโท ท่านบอกว่าท่านมองเห็นศักยภาพของงานวิจัยของผมและมองว่าผมน่าจะไปได้ดีถ้าผมจะไปในสายวิชาการ ท่านบอกว่าถ้าผมสนใจท่านจะเขียนจดหมายแนะนำให้ ผมลังเลอยู่สักพักก็ให้คำตอบท่านว่าผม “จะลองดู” เพราะเชื่อว่าถ้าอาจารย์ผู้มากประสบการณ์และความรู้ ผู้เห็นนักเรียนมามากอย่างท่านมั่นใจในตัวผม ผมก็น่าจะ “ลอง” ดู เพราะผมไม่มี “อะไรจะเสีย” แน่นอนว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลต่อเส้นทางอาชีพของผมเป็นอย่างมาก เพราะการเป็นสถาปนิกอาชีพและการเป็นนักวิชาการนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ด้วย จดหมายแนะนำของท่านนี่เอง ผมได้รับเลือกให้รับทั้งทุนการศึกษาและการตอบรับให้เข้าเรียนต่อ มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด (University of Oxford,UK)ประเทศอังกฤษ ผมเพิ่งมาทราบทีหลังว่าศาสตราจารย์จอห์น ดาวเวอร์ เป็นเหมือนปรมาจารย์ทางด้านประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยใหม่ เรียกว่าใครเรียนด้านอะไรก็ตามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของทวีปเอเชียช่วงหลัง สงครามต้องเคยอ่านหนังสือของท่าน (ท่านเป็นนักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์ ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดของการเป็นนักเขียนงานเชิงประวัติศาสตร์) ผมไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนเลย เพราะท่านเป็นคนถ่อมเนื้อถ่อมตนมากและไม่เคยพูดถึงหนังสือของตัวเอง
ทุนที่ผมได้จากการเขียนหนังสือแนะนำของท่านในตอนนั้นคือทุนของสถาบันฮาร์วาร์ดเย็นชิ่ง (Harvard-Yenching Institute) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยและให้ทุนการศึกษากับนักเรียนระดับปริญญาเอกที่ทำวิจัยทางด้านศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ในมุมมองที่เกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออก ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องโชคชะตา เพราะการที่คนคนหนึ่งจะไว้ใจคนอีกคนหนึ่งที่ตัวเองไม่ได้รู้จักอย่างดีแต่มองเห็นศักยภาพและจะให้โอกาสในการเติบโตทางอาชีพเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย การที่เราเจอใครบางคนแล้วเราคิดว่า “ใช่” ไม่ว่าจะเป็นคนรัก เพื่อนร่วมงาน ฯลฯ เกิดขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องมีเหตุผลมารองรับ จริงไหมครับ? ตอนที่ผมไปขอบคุณกับศาสตราจารย์จอห์น ดาวเวอร์ว่าผมได้ทุนนั้น ท่านก็บอกผมแบบติดตลกว่า “อย่าเพิ่งมาขอบคุณกันเลยตอนนี้ เอาว่าอย่ามาโทษกันก็แล้วกันถ้ามารู้ทีหลังว่าไม่ชอบเส้นทางวิชาการ (หัวเราะ)”
ชีวิตที่อังกฤษของผมนั้นไม่ตื่นเต้นมากเมื่อเทียบกับชีวิตที่เอ็มไอที ระบบการเรียนการสอนของประเทศอังกฤษที่ผมเข้าใจจากการไปอยู่ที่นั่นมาสองปีนั้นค่อนข้างจะเน้นที่การ “ประมวลความรู้” มากกว่าการ “สังเคราะห์ความรู้” ซึ่งเป็นจุดเด่นของการศึกษาในระบบของประเทศสหรัฐอเมริกา
อาจกล่าวได้ว่าระบบการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัยของประเทศอังกฤษนั้นค่อนข้างใกล้เคียงกับระบบการเรียนการสอนของประเทศไทย โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่อย่างอ็อกฟอร์ด อาจารย์จะเน้นให้นักเรียนท่องจำ “ทฤษฎีบริสุทธิ์” ซึ่งเป็นรากฐานทางความคิด และมุ่งเน้นให้นำมาใช้ในบริบทที่มีความเกี่ยวพันกันกับทฤษฎีนั้นๆโดยตรง อาจจะกล่าวได้อีกอย่างว่าที่อ๊อกฟอร์ดนั้น “ไม่เน้นการประยุกต์ใช้” แต่เน้นการประมวลความรู้ผ่านการเปรียบเทียบทฤษฎีบริสุทธิ์เหล่านั้น การเรียนในรูปแบบนี้นั้นมีข้อดีก็คือ นักเรียนจะได้ทำความเข้าใจกับระบบและโครงสร้างของความคิดและที่มาที่ไปของทฤษฎีอย่างแท้จริง จึงไม่น่าแปลกใจที่มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดเป็นแหล่งกำเนิดทฤษฎีและแนวคิดสำคัญๆมากมาย ข้อดีอีกอย่างคือ นักเรียนมีโอกาสได้เรียนรู้วิธีการคิดผ่านการอ่านงานเขียนที่เป็นอมตะ ซึ่งส่งผลต่อศักยภาพในการสื่อสารเชิงภาษา นักเรียนอ๊อกฟอร์ดส่วนมากจึงมีความสามารถพิเศษในการใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนที่เพราะพริ้งและจูงใจ
พูดถึงข้อดีไปแล้ว ข้อด้อยนั้นมีเพียงข้อเดียวก็คือ “แล้วไงล่ะ?” ด้วยเหตุที่ผมชอบตั้งคำถามกับที่มาของความรู้ และด้วยเหตุที่ผมเป็นสถาปนิกจึงมีความคิดเชิงประยุกต์เป็นที่ตั้ง ผมไม่เคยได้คำตอบว่าผมได้อะไรจากการเรียนทฤษฎีเพียงอย่างเดียวและไม่ได้พัฒนาต่อไปจากจุดนั้น ดังนั้น ตั้งแต่วันแรกของการเรียนที่อังกฤษจนถึงวันสุดท้ายนั้นผมรู้สึกตลอดเวลาว่า ผม “อยู่ผิดที่ผิดทาง”
หลายครั้งที่ผมเขียนรายงานส่ง ผมจะข้ามการเขียนช่วงการวิเคราะห์ทฤษฏีไปเขียนเรื่องการนำไปใช้ในบริบทของปัจจุบันเลย ซึ่งทุกครั้งผมก็ได้รับการตอบกลับมาว่า “เขียนใช้ได้ แต่ทฤษฎีอ่อน” ภายหลังผมพบว่า งานที่ได้รับการชมเชยนั้นกล่าวถึงเฉพาะทฤษฎีอย่างละเอียดน่าสนใจและหยุดอยู่แค่นั้น สรุปว่าทฤษฎีที่น่าสนใจที่ทำการศึกษานั้นสามารถนำมาใช้ในบริบทปัจจุบันได้ เป็นการสรุปโดยที่ไม่ผ่านกระบวนการการเขียนถึงการประยุกต์ ผมจึงบอกให้อาจารย์หลายๆท่านของผมฟังว่าผมไม่เห็นด้วยกับรายงานในลักษณะนี้ ซึ่งความเห็นของผมก็ไม่ได้มีผลอะไร เพราะอย่างไรก็เป็นความเห็นของนักเรียนที่มีความรู้ทางทฤษฎี “อ่อน” และถ้า “จะทำลายกฎเกณฑ์ก็ต้องเข้าใจกฎเกณฑ์นั้นเสียก่อน” น่าเสียดายว่าผมมีโอกาสเรียนที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดแค่สองปีจึงมีเวลาไม่พอ ไปเรียนรู้ระบบที่ใช้เวลากว่าร้อยปีในการสร้างขึ้นมาให้ได้อย่างแจ่มแจ้ง จึงทำให้ไม่ได้เป็นเด็กดื้ออย่างสร้างสรรค์อย่างที่ (ผมคิดว่า) ผมเคยเป็นที่เอ็มไอที
ด้วยเหตุนี้เอง ช่วงที่ผมเตรียมตัวสอบวิชาหลักเพื่อเข้าสู่การทำวิจัยระดับปริญญาเอก (นักเรียนต้องเรียนวิชาบังคับก่อน เมื่อสอบผ่านวิชาบังคับจึงจะทำวิจัยได้) ผมจึงมีโอกาสได้ถามตัวเอง ว่าจะสามารถเรียนที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดได้หรือไม่ เพราะว่าหลังจากที่ผมสอบผ่านแล้ว ผมจะต้องทำวิจัยอีกไม่น้อยกว่าสองปี และผมสังหรณ์ใจว่าผมจะกังขากับระบบมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้นว่า ผมจะสร้างสะพานเชื่อมสิ่งที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดเป็นกับสิ่งที่ “ผมอยากจะเป็น” ได้อย่างไร?
นอกจากนั้น ผมไม่ชอบระบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ซึ่งจะคล้ายกับระบบของเมืองไทยที่มีความรู้สึกว่าผู้สอนคือผู้ที่อยู่สูงกว่าผู้เรียน และผู้เรียนต้องฟังผู้สอนเสมอแม้ว่าจะไม่เห็นด้วย ทั้งที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนี้ทั้งหมด (มีอาจารย์หลายท่านที่จบการศึกษานอกประเทศอังกฤษและไม่ได้ให้ความสำคัญกับระบบนี้มาก แต่ก็เป็นส่วนน้อย) ผมคิดว่าถ้าผมออกจากระบบซะตั้งแต่ตอนนี้อาจจะยังมีโอกาสกลับตัวทัน ช่วงนี้นี่เองที่ผมเริ่ม “ฉลาด” เพราะเริ่มคิดได้ว่าที่จริงแล้วชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยนั้น “ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยจริงๆ”ทำนองว่าคับที่อยู่ได้แต่คับใจอยู่ยาก เราควรจะมีความสุขกับสิ่งที่เราทำ และกับคนที่เราอยากทำงานด้วยมากกว่า มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดอาจจะมีประวัติศาสต์กว่าร้อยปีและมีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์การศึกษาของโลกที่ไม่ว่าสถาบันไหนก็ไม่อาจเทียบได้ แต่ “แล้วไงล่ะ?”
ผมเป็นผมในฐานะนักวิชาการก็เพราะความเชื่อมั่นในสายงานและทางเดินของผม ซึ่งผมคิดว่าสำคัญกว่าชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของที่ที่ผมเรียนอย่างเทียบกันไม่ได้ ผมอยากให้คนเชื่อมั่นในตัวผมเพราะงานของผม ไม่ใช่เพราะชื่อมหาวิทยาลัยที่ผมสังกัด นัยว่าถ้าเรายอมสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำเพื่อจะให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงของสถาบันที่เราเรียน เราจะเหลืออะไรให้ภูมิใจอีกได้ ด้วยเหตุที่ผมคิดอย่างนี้ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิดก็ตาม ผมจึงมองหาช่องทางเดินใหม่ให้กับตัวเอง
ช่วงนั้นผมมีโอกาสได้ช่วยงานวิจัยเรื่องชุมชนป้อมมหากาฬที่เมืองไทย ของศาสตราจารย์ไมเคิล เฮิซเฟลด์ (Michael Herzfeld) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องไทยศึกษาแห่งคณะมานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ช่วงเวลานั้นอยู่ระหว่างช่วงปิดเทอมที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ด้วยความที่ผมชอบที่จะทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมๆกันและสนใจเรื่องชุมชนอยู่แล้วเป็นทุนเดิม (งานวิจัยของผมตอนนั้นเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ของชุมชนในเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน) ผมจึงไม่ลังเลที่จะเป็น “ลูกมือ” ของอาจารย์ไมเคิล ซึ่งผมรู้จักผ่านการแนะแนะของสถาบันฮาร์วาร์ดเย็นชิ่งในช่วงที่ผมเป็นนักเรียนทุนอยู่
ช่วงที่ผมทำงานกับอาจารย์ไมเคิลนี่เองที่ผมเริ่มสนใจเรื่องของมนุษย์ การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนของมนุษย์ และความสำคัญของพื้นที่ในบริบทของชุมชนมนุษย์ ผมรู้สึกว่าผมสามารถใช้แนวทางการวิจัยที่ผมเรียนรู้จากอาจารย์ไมเคิลในการค้นหาความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชุมชนในเมืองเซี่ยงไฮ้ ฯลฯ ช่วงนี้ผมเริ่มมีแรงกระตุ้นอย่างจริงจังว่าจริงๆแล้วผมน่าจะศึกษา หาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของมนุษย์ทางด้านมานุษยวิทยาเพื่อมาเกื้อกูลความรู้ด้านประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่ผมเรียนอยู่ตอนนั้นที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ด้วยเหตุนี้นี่เมื่อผมกลับมาที่อังกฤษในปีที่สองของการเรียนที่นั่นผมจึงลงทะเบียนเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชามานุษยวิทยา (ซึ่งผมรู้สึกท้าทายและชอบขึ้นทุกวันๆจนท้ายที่สุดก็เปลี่ยนใจที่จะไม่เขียนรายงานด้านประวัติศาสตร์ของชุมชนในเมืองเซี่ยงไฮ้แต่ไปเขียนวิเคราะห์ด้านมานุษยวิทยาและการเป็นอยู่ของชุมชนในเมืองเซี่ยงไฮ้แทน)
และเป็นอาจารย์ไมเคิลนี่เองที่ให้โอกาสผมได้เดินทางมาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยท่านแนะนำให้สถาบันฮาร์วาร์ดเย็นชิ่งเชิญและออกค่าใช้จ่ายให้ผมเดินทางมานำเสนอผลงานทางวิชาการที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผมจำได้อย่างดีว่าตอนนั้นคือเดือนเมษายนและเป็นฤดูใบไม้ร่วงซึ่งอากาศที่ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซทส์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตั้งอยู่นั้นดีมากๆ ผมเดินทางมาด้วยความตื่นเต้นและได้นำเสนองานต่อหน้าอาจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านมานุษยวิทยาและจีนศึกษาหลายท่าน และได้รับคำแนะนำอันลึกซึ้งมากมาย ตอนนั้น ผมตัดสินใจว่าอยากเรียนด้านมานุษยวิทยาเพื่อจะเป็น “สถาปนิกที่เข้าใจมนุษย์” หรือนักมานุษยวิทยาที่มีความรู้ทางสถาปัตยกรรมด้วยนั่นเอง
ผมผิดหวังกับตัวเองที่ไม่เคยคิดถึงสาขาวิชามานุษยวิทยามาก่อนทั้งๆที่เป็นสาขาที่ผมน่าจะเห็นความเชื่อมโยงกับวิชาสถาปัตยกรรมมาตั้งนานแล้ว กล่าวคือ หากมนุษย์มิได้รังสรรค์ สถาปัตยกรรมขึ้นมา มันก็เป็นเพียงสิ่งก่อสร้าง หาใช่สถาปัตยกรรมไม่ นอกจากนี้ สถาปัตยกรรมไม่สามารถแยกออกได้จากบริบทของสังคม สถาปัตยกรรมส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ ถ้า “บ้าน” คืองานสถาปัตยกรรมที่ส่งผลโดยตรงต่อที่มาที่ไปและพื้นฐานทางความคิดและวัฒนธรรมของครอบครัว “ชุมชน” ก็คือ พื้นฐานทางความคิดและวัฒนธรรมของสังคม ดังนั้น สถาปัตยกรรมที่ไม่สร้างผลดีต่อสังคม สำหรับผมแล้วไม่ใช่งานสถาปัตยกรรม
ด้วยความรักในสถาปัตยกรรมและการมองมันร่วมกับมนุษย์อย่างลึกซึ้งกว่าที่เคย นี่เอง ผมจึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนสายจากประวัติศาสตร์มาเรียนทางด้านมานุษยวิทยา และด้วยความเคารพและสนใจในงานของอาจารย์ไมเคิลผมจึงตัดสินใจสมัครเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
อนึ่ง คนที่ไม่ได้อ่านเรื่องที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้า อาจจะมองว่าผม “เลือกมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด” เพราะว่าผมอยากเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียง ทว่า คนที่อ่านเรื่องของผมที่อ๊อกฟอร์ดจะรู้ว่าผมได้รับบทเรียนมาว่า การเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ใช่สิ่งที่ผมเป็นนั้น ทำให้ทั้งเสียเวลาและ “เสียความรู้สึก” ดังนั้น เหตุผลเดียวที่ผมเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนั้นเป็นเพราะผมอยากเรียนกับอาจารย์ไมเคิลซึ่งรู้จักและเข้าใจผมและงานของผมเป็นอย่างดี ช่วงนั้นผมมีเวลาไม่มากนักที่จะสมัครเพราะว่าไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อนที่จะเปลี่ยนที่เรียน สิ่งที่คิดเสมอมาก็คือท้ายที่สุดแล้วถึงแม้ผมจะรู้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับระบบการเรียนของมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดผมก็ไม่น่าจะมีทางเลือกอื่นนอกจากจะไถๆไปให้จบ
ช่วงเดือนกว่าๆเท่านั้นที่ผมมีเวลาในการเขียนใบสมัครเข้าเรียนต่อนั้นเป็น ช่วงที่เรียกได้ว่าผมแทบไม่ได้นอนเต็มที่เลย ผมไม่ได้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ผมจะได้รับเข้าเรียนเพราะว่าแม้อาจารย์ไมเคิลจะรู้จักผม ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะได้รับเข้าเรียน ทั้งนี้ ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดทำให้อัตราการแข่งขันเพื่อเข้าเรียนนั้นสูงจนน่าขนลุก มีคนแค่ประมาณ “หนึ่งในสามสิบ” ของผู้สมัครเท่านั้นที่ได้รับเลือกให้เข้าเรียนที่นั่น และก็เช่นเดียวกับทุกครั้ง ผมคิดว่าผม “ไม่มีอะไรจะเสีย” แค่ต้องทำให้ดีที่สุดเท่านั้น
ความตื่นเต้นที่รู้สึกว่าตัวเองจะได้ใช้เวลาศึกษาแง่มุมความเป็น มนุษย์ทำให้ผมลุกขึ้นมาจากเตียงกลางดึกมานั่งเขียนบทความแนะนำตัวเอง และงานวิจัยของตัวเองซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของใบสมัคร ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมเขียนทั้งหมดกี่ฉบับ และแก้ไขทั้งหมดกี่ครั้งกว่าจะได้มาซึ่งบทความดังกล่าวและงานวิจัยฉบับสุดท้ายที่ผมส่ง ซึ่งช่วงนั้นผมได้เพื่อนๆซึ่งมีความสามารถในด้านการเขียนมาช่วยอ่านและแก้ไขบทความด้วยความจริงใจและสุดหัวใจ เพื่อนๆเหล่านี้คือคนที่ผมเคยช่วยเขาหลายๆครั้งโดยไม่ได้หวังว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมาตอบแทนอะไรให้ผม ตอนนี้เองที่ผมบอกว่าผมต้องการความช่วยเหลือจริงๆ เพราะลำพังผมคนเดียวไม่สามารถเขียนบทความที่กระชับและมีความหมายได้ ส่วนคุณพ่อคุณแม่เองนอกจากจะไม่ได้ค้านแล้วยังสนับสนุนผมเป็นอย่างดี และอยากให้ผมทำในสิ่งที่ผมอยากทำ ซึ่งเป็นแนวทางการเลี้ยงดูที่ท่านวางไว้ให้ผมตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน ผมได้เลือกทำในสิ่งที่ผม (คิดว่า) ผมอยากทำและจะทำได้ดีเสมอ มีหลายครั้งที่การตัดสินใจเพราะว่าผม “คิดว่า” ผมจะทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งได้ดีนั้นส่งผลลบในภายหลังร้ายแรงบ้างไม่ร้ายแรงบ้าง แต่ท่านทั้งสองก็ไม่เคยต่อว่าผมแม้แต่ครั้งเดียว และทุกครั้งที่ผมล้มผมก็ลุกขึ้นมาได้ใหม่ทันทีด้วยการสนับสนุนของท่านทั้งสอง
ท้ายที่สุด ด้วยความตั้งใจรวมไปถึงการสนับสนุนของอาจารย์ทุกท่านที่ผมปรึกษา ผมก็ได้รับการตอบรับเข้าเรียนที่คณะมานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผมยังจำความตื่นเต้นในวันที่อาจารย์ไมเคิลโทรศัพท์ทางไกลจากประเทศอิตาลี มาบอกผลการสมัครของผมที่อังกฤษได้เป็นอย่างดี อาจารย์ไมเคิลพูดเป็นภาษาไทยว่า “เป็นข่าวดีนะครับ” (อาจารย์ไมเคิลเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมืองไทยและพูดภาษาไทยดีมาก)
ผมโทรศัพท์มาหาคุณพ่อและคุณแม่หลังจากวางสายจากอาจารย์ไมเคิลทันที ท่านทั้งสองดีใจกับผมมาก หลังจากนั้นผมอำลาเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดและก็ไม่ต้องพูดถึงบรรยากาศการเลี้ยงฉลองและ “เมาแอ๋” ที่ตามมาอย่างอัตโนมัติ ทุกครั้งที่ผมมองย้อนกลับไปผมก็จะเห็นความสัมพันธ์ของโอกาสและโชคชะตา ถ้าผมไม่เสนอตัวช่วยงานของอาจารย์ไมเคิล (ทั้งๆที่งานของท่านไม่ได้เกี่ยวโดยตรงอะไรกับงานของผม) หรือถ้าผมไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองได้คิดบ้างว่าจริงๆแล้วผมอยากทำอะไร ผมก็คงไม่ได้เห็นภาพที่กว้างขึ้นของวงการวิชาการว่าจริงๆแล้วมันมีอะไรมากกว่าแค่ที่เราเห็นเพียงผิวเผิน ท้ายที่สุดคือถ้าผม “กลัวการเปลี่ยนแปลง” ผมก็คงไม่ได้มาอยู่ในจุดที่ผมอยู่ทุกวันนี้ซึ่งอาจจะไม่ใช่จุดที่ดีที่สุด แต่เท่าที่ผมรู้ก็คือเป็นจุดผมมีความสุขมากที่สุด

5. สรปุและบทส่งท้าย: ต้องสนุกด้วย
ผมจะไม่ได้ขึ้นรถไฟจากสถานีรถไฟลาดกระบังมาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (เพราะผมขึ้นเครื่องบิน ขอเล่นมุขนิดนึง) โดยปราศจากความช่วยเหลือของคนรอบข้าง เช่น ครอบครัว อาจารย์ หรือแม้แต่เพื่อนที่ผมรู้จักแต่ไม่รู้จักผม
ถ้าจะมีอะไรก็ตามในชีวิตที่อาจเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จ ความสำเร็จนั้นๆเป็นความสำเร็จที่ “ทุกคนช่วยกัน” ผมทำคนเดียวไม่ได้ เส้นทางเดินก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ “แต่สนุก” คุณแม่บอกกับผมเสมอว่าการเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายนั้น “ต้องสนุกด้วย” เมื่อไหร่ที่ไม่สนุก เราต้องตั้งคำถามกับจุดหมายที่อยากไปถึงแล้ว เพราะว่าถ้าขณะที่เดินทางนั้นไม่สนุกเราจะหวังว่าเมื่อถึงจุดหมายแล้วจะสนุก ได้อย่างไร แล้วถ้ามีเหตุให้ไปไม่ถึงจุดหมาย ชีวิตไม่ต้องสนุกกันหละ เหนื่อยได้ เมื่อไหร่เหนื่อยก็พักเอาแรงแล้วกลับมาเดินต่อ
จงทำตัวให้กระหายความรู้ตลอดเวลา อย่ากลัวที่จะทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมๆกันจะได้ไม่เบื่อ ผมมองว่าชีวิตของคุณพ่อผมก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ความสุขของท่านคือการที่ท่านได้พบปะพูดคุยกับพี่น้องและคนในท้องถิ่น ถามข่าวคราวสาระทุกข์สุกดิบและหาทางช่วยเหลือ เป็นสิ่งที่ท่านรักตลอดชีวิตราชการของท่าน นอกจากนั้นท่านยังทำอะไรอย่างอื่นมากมาย ความสนใจของท่านหลากหลายเหลือเชื่อ พี่ชายของผมอาจจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุดระหว่างการเดินทางเพราะใช้ชีวิตทุกวันอยู่กับงานออกแบบ ซึ่งกระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์คือความสุขที่แท้จริงของเขา อาจกล่าวได้ว่า สำหรับพี่ชายผม การเดินทางก็คือจุดหมายในตัวมันเองอยู่แล้ว
ผมมั่นใจว่าที่ผมมาถึงทุกวันนี้ได้เพราะว่าครอบครัวของเรามีพื้นเพที่ธรรมดา หากแต่ว่าทุกคนช่วยเหลือและให้กำลังใจกัน มองโลกอย่างไม่หลอกตัวเองและให้ความสำคัญกับความตั้งใจมากกว่าผลลัพธ์ ผมเองก็เพิ่งมาเรียนภาษาอังกฤษอย่างจริงๆจังๆเมื่อไม่กี่ปีมานี่เองผมเลยไม่เคยนึกว่าจะได้มาศึกษาที่สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ แต่ก็ด้วยความช่วยเหลือและกำลังใจของคนในครอบครัวที่ “อยู่ด้วยกันตลอดเวลานี่เอง” ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าไม่เคยขาดอะไร ทำให้รู้สึกว่าความยากลำบากนั้นเป็นความท้าทาย ไม่เคยรู้สึกว่าความยากลำบากอะไรจะ “มาเอาอะไรจากผมไปได้” ถ้าได้พยายามด้วยความตั้งใจที่ดีแล้วไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไรผมก็มีความสุขกับมันได้เสมอ
ผมไม่เคยเสียใจที่ฐานะทางบ้านอยู่ในระดับปานกลางจึงไม่มีโอกาสเหมือนคนอื่น เวลามีใครมาบอกว่าควรจะทำอะไรโดยมากจึงจะเป็นการบอกเพื่อบั่นทอนกำลังใจ แต่ที่ผ่านผมก็ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง เพราะผมไม่เชื่อว่าทุกอย่างมันมีกฏเกณฑ์อะไรตายตัว หลายๆครั้งที่ผมเห็นคนที่มีการเตรียมตัวที่ดีแต่ไปไม่ถึงสิ่งที่ตั้งใจไว้ก็เพราะความชะล่าใจเกินไป (เหมือนกระต่ายที่แพ้เต่า)
หลายๆคนบอกผมว่าถ้าจะไปมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดต้องขึ้นรถไฟที่ “สถานีสามย่าน” เท่านั้นเพราะว่าสถานีรถไฟลาดกระบัง “ไม่มีเส้นทางการเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด” ผมยังขอบคุณความดื้อของตัวเองในหลายๆครั้งมาจนทุกวันนี้ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ (ไม่เช่นนั้นผมคงได้แต่นั่งเศร้าว่าผมขึ้นรถที่สถานีสามย่านไม่ได้)
ผมเป็นคนที่มีความจำสั้น เรื่องที่ทำถูกต้องผมจะจำได้ไม่เยอะ แต่ผมจะจำเรื่องที่ผมผิดพลาดได้ดีและทุกๆครั้งผมก็จะบอกต่อให้คนอื่นรับรู้เพื่อจะได้ไม่ทำผิดเหมือนผมอีก ผมคิดว่าไม่มีความรู้ใดที่น่าสนใจและมีประโยชน์ไปกว่าประสบการณ์ตรงของคนที่ผ่านเรื่องราวบางอย่างมา
อย่างที่บอกว่า “ผมไม่ใช่คนที่หัวดี” ดังนั้น ผมจึงรู้ตัวตลอดเวลาว่าผมต้องทำงานมากกว่าคนอื่นหลายเท่า ผมเชื่อว่าถ้าเราสนใจงานอะไรเราก็จะทำงานนั้นได้ดีและสนุกกับมันไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่เหนื่อยยากเพียงใดก็ตาม ดังนั้น ผมจึงเลือกเส้นทางที่เหมาะกับความสนใจของผม ศาสตราจารย์แจน แวมเพลอร์แห่งเอ็มไอที (Jan Wampler) ซึ่งเปรียบเสมือนพี่เลี้ยงทางทางสถาปัตยกรรมและเป็น “พ่อ” ทางความคิดของนักเรียนสถาปัตยกรรมทั่วโลกมาหลายทศวรรษเคยบอกผมว่า “ที่ผมเป็นผมทุกวันนี้นั้น 99 เปอร์เซ็นต์เป็นความขยันหมั่นเพียร ที่เหลือ 1 เปอร์เซ็นต์คือความฉลาดทางปัญญา”
ถ้ายอดอัจฉริยะอย่างศาสตราจารย์แจน แวมเพลอร์ยังพูดเช่นนี้ พวกเราเป็นใครกันเล่าที่จะมั่นใจว่าความฉลาดนั้นมีมาโดยกำเนิดเป็นสิ่งเดียวที่จะกำหนดชะตาของเรา ผมเองก็คิดเหมือนศาสตราจารย์แจน แวมเพลอร์ว่าผมเป็นทุกวันนี้ได้นั้น 99 เปอร์เซ็นต์เป็นความขยันหมั่นเพียร ที่เหลือ 1 เปอร์เซ็นต์คือความฉลาดทางปัญญา
เรื่องราว ทั้งหมดที่ผมเล่ามานี้เกิดขึ้นในสิบปีหลังสุดของชีวิตผมซึ่งถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับคนหลายคนซึ่งมากด้วยประสบการณ์ และอาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรเลยสำหรับหลายคน
แต่มันก็อาจบอกอะไรบางอย่างกับคนอีกหลายคนซึ่งกำลังมองหาโอกาสและตั้งคำถามกับกฏเกณฑ์บางอย่างที่สังคมสร้างขึ้น เพื่อกีดกันพวกเขาออกจากเส้นทางที่ “มีสิทธิ์” ที่จะก้าวไปในจุดนั้นเฉกเช่นเดียวกับคนอื่น
อนึ่ง ในการเขียนบทความนี้ผมใช้คำว่า “ผมเชื่อว่า” เมื่อสิ่งที่ผมคิดนั้นแตกต่างจากคนอื่นเพราะผมรู้ว่าคนเรามีภูมิหลังและการมองเห็นโลกแตกต่างกัน แต่ที่ “ผมเชื่อ” ก็คือ ถ้าผมไม่ได้ตั้ง “คำถามแรงๆ” กับสถานะของผมที่สังคมมอบให้ ผมก็คงไม่ตระหนักถึงโอกาส และลงแรงหาทางไปสู่โอกาสนั้น
สุดท้ายนี้ ผมอยากทิ้งท้ายไว้ว่า ผมเป็นคนมองโลกตามความเป็นจริงเพราะ ผมไม่เชื่อว่าเราทุกคนมีสิ่งอื่นนอกจากตัวเราที่เราจะพึ่งได้ตลอดกาล พื้นฐานครอบครัวและเงินทองเป็นสิ่งที่เราไม่ได้สร้างขึ้น แต่มีมาให้เราผ่านการตกทอดซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน
“ผมเชื่อว่าตัวของเราเองคือโอกาสและความโชคดี” ซึ่งอยู่กับเราตลอดเวลา มันไม่เคยไปไหน เช่นเดียวกันความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น อย่าทำตัวเป็นคนที่ “มีอะไรจะเสีย” เปิดโอกาสให้ตัวเองเยอะๆ ทำตัวให้พร้อมอยู่เสมอ เมื่อโอกาสมาถึงเราจะเปิดทางให้มันเข้ามาเราเมื่อไหร่เท่านั้นเอง